Bangkokbiznews (© Copyright (c) Krungthep Turakij Media Co.,Ltd. All Rights Reserved.)
Updated: Thu, 27 Jun 2013 16:21:00 GMT | By กรุงเทพธุรกิจ, Bangkokbiznews

ศาลปกครองไม่ยกเลิกแผนจัดการน้ำ

ศาลปกครองไม่ยกเลิกแผนจัดการน้ำ แต่ให้จัดรับฟังความเห็น-ทำ EIA ก่อนเดินหน้า


ศาลปกครอง

ศาลปกครอง

ศาลปกครองกลางอ่านคำพิพากษาคดีที่สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อนและกลุ่มประชาชน ยื่นขอให้มีคำสั่งเพิกถอนแผนแม่บทการบริหารจัดการน้ำวงเงิน 350,000 ล้านบาท หลังกระบวนการไต่สวนของศาลสิ้นสุดการแสวงหาข้อเท็จจริงจากทุกฝ่ายแล้ว โดยในวันนี้ศาลฯ ไม่ได้มีคำสั่งให้เพิกถอนแผนงานดังกล่าว แต่สั่งให้ภาครัฐจัดทำกระบวนการรับฟังความเห็นของประชาชนก่อนจะลงมือดำเนินการในแต่ละโมดูล เพื่อให้เป็นไปตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดก่อนเดินหน้าทุกโครงการ

คดีดังกล่าวนายศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน และชาวบ้านในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ปทุมธานี และพระนครศรีอยุธยา รวม 45 คน ยื่นฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี คณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบบริหารจัดการน้ำ (กยน.) คณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ (กบอช.) และคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) เพื่อขอให้มีคำสั่งเพิกถอนแผนการบริหารจัดการน้ำ และสั่งให้ร่วมกันจัดให้มีการทำประชามติรับฟังความคิดเห็นประชาชนตามรัฐธรรมนูญ

ทั้งนี้ สาระสำคัญของคำพิพากษา ระบุว่า"ให้ผู้ถูกฟ้องคดีปฏิบัติหน้าที่ตามที่มาตรา 57 วรรค 2 และ มาตรา 67 วรรค 2 ของรัฐธรรมนูญ ที่กำหนดให้ต้องปฏิบัติด้วยการนำแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำไปดำเนินการจัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างทั่วถึงและดำเนินการให้มีการศึกษาและจัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ก่อนที่จะดำเนินการจ้างออกแบบและก่อสร้างในแต่และแผนงาน (Module)"

"เมื่อพิจารณารายละเอียดของการดำเนินการตามข้อกำหนดและขอบเขตงาน(TOR)ตามโครงการเพื่ออกแบบและก่อสร้างระบบบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืนและระบบแก้ไขปัญหาอุทกภัยของประเทศไทยแล้วจะเห็นได้ว่าหากมีการดำเนินตามโครงการดังกล่าวจริงย่อมต้องมีการใช้พื้นที่จำนวนหนึ่งในการก่อสร้าง ซึ่งบางส่วนเป็นพื้นที่ป่าไม้ บางส่วนเป็นที่ดินที่ประชาชนอยู่อาศัยและใช้ประกอบอาชีพ ทำให้เข้าลักษณะเป็นโครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงทั้งด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม และทรัพยากรธรรมชาติ

ซึ่งจะต้องมีการศึกษาและประเมินผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมของประชาชนในชุมชน และจัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียก่อน รวมทั้งได้ให้องค์กรอิสระ ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนองค์กรภาคเอกชนด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ และผู้แทนสถาบันอุดมศึกษาที่จัดการการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อมหรือทรัพยากรธรรมชาติหรือด้านสุขภาพให้ความเห็นประกอบก่อนมีการดำเนินดังกล่าว"คำสั่งศาลปกครองกลาง ระบุ

ทั้งนี้ ในการตัดสินคดีดังกล่าวมีตุลาการเสียงข้างน้อย 2 รายจากทั้งหมด 6 ราย มีความเห็นแย้งกับตุลาการเสียงส่วนใหญ่

ด้านนายวิทยา ผลประไพ ผู้อำนวยการ สำนักงานเลขาธิการ สำนักงานนโยบายและบริหารจัดการน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ(สบอช.)กล่าวว่า จะนำคำพิพากษากลับไปรายงานให้นายกรัฐมนตรีทราบ ซึ่งมองว่าไม่ใช่เรื่องเสียหายต่อแผนงาน เพราะโครงการยังไม่ได้เกิดขึ้น เพียงแต่ศาลได้กำชับให้หน่วยงานของรัฐต้องดำเนินการทุกอย่างตามขั้นตอนของกฎหมายให้ครบถ้วน ทั้งการรับฟังความเห็นของประชาชน และทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม

ในส่วนของการรับฟังความเห็นนั้น ศาลสั่งให้หน่วยงานของรัฐเป็นผู้ดำเนินการเอง เนื่องจากหากให้เอกชนที่เป็นผู้ชนะประมูลในแต่ละโมดูลเป็นผู้ดำเนินการก็อาจจะมีส่วนได้ส่วนเสีย ทำให้ผลการศึกษาไม่ตรงกับความเป็นจริง ส่วนการจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ปกติจะกำหนดดำเนินการโดยบริษัทเอกชน ซึ่งจะต้องไปดูรายละเอียดของข้อกฎหมายอีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของแผนงานที่ไม่เกี่ยวข้องกับการรับฟังความเห็นฯ และการจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมก็จะดำเนินการต่อไป

0ความคิดเห็น
bangkokbankbangkokbank

การออม

ศาลปกครองไม่ยกเลิกแผนจัดการน้ำศาลปกครองไม่ยกเลิกแผนจัดการน้ำ แต่ให้จัดรับฟังความเห็น-ทำ EIA ก่อนเดินหน้ากรุงเทพธุรกิจBangkokbiznewsBangkokbiznews(©Copyright (c) Krungthep Turakij Media Co.,Ltd. All Rights Reserved.)2013-06-27T16:21:002013-06-27T16:21:00กรุงเทพธุรกิจศาลปกครองศาลปกครองกลางอ่านคำพิพากษาคดีที่สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อนและกลุ่มประชาชน ยื่นขอให้มีคำสั่งเพิกถอนแผนแม่บทการบริหารจัดการน้ำวงเงิน 350,000 ล้านบาท หลังกระบวนการไต่สวนของศาลสิ้นสุดการแสวงหาข้อเท็จจริงจากทุกฝ่ายแล้ว โดยในวันนี้ศาลฯ ไม่ได้มีคำสั่งให้เพิกถอนแผนงานดังกล่าว แต่สั่งให้ภาครัฐจัดทำกระบวนการรับฟังความเห็นของประชาชนก่อนจะลงมือดำเนินการในแต่ละโมดูล เพื่อให้เป็นไปตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดก่อนเดินหน้าทุกโครงการคดีดังกล่าวนายศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน และชาวบ้านในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ปทุมธานี และพระนครศรีอยุธยา รวม 45 คน ยื่นฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี คณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบบริหารจัดการน้ำ (กยน.) คณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ (กบอช.) และคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) เพื่อขอให้มีคำสั่งเพิกถอนแผนการบริหารจัดการน้ำ และสั่งให้ร่วมกันจัดให้มีการทำประชามติรับฟังความคิดเห็นประชาชนตามรัฐธรรมนูญทั้งนี้ สาระสำคัญของคำพิพากษา ระบุว่า"ให้ผู้ถูกฟ้องคดีปฏิบัติหน้าที่ตามที่มาตรา 57 วรรค 2 และ มาตรา 67 วรรค 2 ของรัฐธรรมนูญ ที่กำหนดให้ต้องปฏิบัติด้วยการนำแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำไปดำเนินการจัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างทั่วถึงและดำเนินการให้มีการศึกษาและจัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ก่อนที่จะดำเนินการจ้างออกแบบและก่อสร้างในแต่และแผนงาน (Module)""เมื่อพิจารณารายละเอียดของการดำเนินการตามข้อกำหนดและขอบเขตงาน(TOR)ตามโครงการเพื่ออกแบบและก่อสร้างระบบบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืนและระบบแก้ไขปัญหาอุทกภัยของประเทศไทยแล้วจะเห็นได้ว่าหากมีการดำเนินตามโครงการดังกล่าวจริงย่อมต้องมีการใช้พื้นที่จำนวนหนึ่งในการก่อสร้าง ซึ่งบางส่วนเป็นพื้นที่ป่าไม้ บางส่วนเป็นที่ดินที่ประชาชนอยู่อาศัยและใช้ประกอบอาชีพ ทำให้เข้าลักษณะเป็นโครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงทั้งด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม และทรัพยากรธรรมชาติซึ่งจะต้องมีการศึกษาและประเมินผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมของประชาชนในชุมชน และจัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียก่อน รวมทั้งได้ให้องค์กรอิสระ ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนองค์กรภาคเอกชนด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ และผู้แทนสถาบันอุดมศึกษาที่จัดการการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อมหรือทรัพยากรธรรมชาติหรือด้านสุขภาพให้ความเห็นประกอบก่อนมีการดำเนินดังกล่าว"คำสั่งศาลปกครองกลาง ระบุทั้งนี้ ในการตัดสินคดีดังกล่าวมีตุลาการเสียงข้างน้อย 2 รายจากทั้งหมด 6 ราย มีความเห็นแย้งกับตุลาการเสียงส่วนใหญ่ด้านนายวิทยา ผลประไพ ผู้อำนวยการ สำนักงานเลขาธิการ สำนักงานนโยบายและบริหารจัดการน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ(สบอช.)กล่าวว่า จะนำคำพิพากษากลับไปรายงานให้นายกรัฐมนตรีทราบ ซึ่งมองว่าไม่ใช่เรื่องเสียหายต่อแผนงาน เพราะโครงการยังไม่ได้เกิดขึ้น เพียงแต่ศาลได้กำชับให้หน่วยงานของรัฐต้องดำเนินการทุกอย่างตามขั้นตอนของกฎหมายให้ครบถ้วน ทั้งการรับฟังความเห็นของประชาชน และทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมในส่วนของการรับฟังความเห็นนั้น ศาลสั่งให้หน่วยงานของรัฐเป็นผู้ดำเนินการเอง เนื่องจากหากให้เอกชนที่เป็นผู้ชนะประมูลในแต่ละโมดูลเป็นผู้ดำเนินการก็อาจจะมีส่วนได้ส่วนเสีย ทำให้ผลการศึกษาไม่ตรงกับความเป็นจริง ส่วนการจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ปกติจะกำหนดดำเนินการโดยบริษัทเอกชน ซึ่งจะต้องไปดูรายละเอียดของข้อกฎหมายอีกครั้งอย่างไรก็ตาม ในส่วนของแผนงานที่ไม่เกี่ยวข้องกับการรับฟังความเห็นฯ และการจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมก็จะดำเนินการต่อไปศาลปกครองศาลปกครองศาลปกครองศาลปกครองศาลปกครองศาลปกครองศาลปกครองศาลปกครองศาลปกครองศาลปกครองศาลปกครองศาลปกครองศาลปกครองศาลปกครองศาลปกครองศาลปกครองศาลปกครองศาลปกครองศาลปกครองศาลปกครองศาลปกครองศาลปกครองศาลปกครองศาลปกครองศาลปกครองศาลปกครองศาลปกครองศาลปกครองศาลปกครองศาลปกครอง